FS, SS, FF, SF คืออะไร? อ่าน Dependency ให้ขาดใน 10 นาที

เส้นลูกศรใน Gantt Chart ไม่ได้มีไว้แค่เชื่อมงาน แต่เป็นกติกาที่บอกว่า “งานถัดไปเริ่มหรือจบได้เมื่อไร” หากผูกผิดเพียงเส้นเดียว วันจบทั้งโครงการอาจเลื่อนโดยไม่รู้ตัว

BuildPM · อัปเดต 8 สิงหาคม 2026 · ใช้เวลาอ่านประมาณ 8 นาที
ภาพอธิบายความสัมพันธ์ FS SS FF และ SF ระหว่าง Activity A กับ Activity B
จุดเริ่มและจุดจบของลูกศร คือหัวใจของความสัมพันธ์ทั้ง 4 แบบ
สูตรจำสั้นที่สุด
ตัวอักษรหน้า = จุดของงานก่อนหน้า (A) · ตัวอักษรหลัง = จุดของงานถัดไป (B)
F = Finish, S = Start ดังนั้น FS คือ “A จบ → B เริ่ม”

ก่อนเริ่ม: Predecessor กับ Successor คือใคร?

Predecessor (A) คืองานต้นทางที่ส่งผลต่ออีกงาน ส่วน Successor (B) คืองานปลายทางที่รับเงื่อนไข ตัวอย่าง “ขุดดิน → เท Lean Concrete” งานขุดดินคือ A และงานเท Lean คือ B

FS Finish-to-Start — จบก่อน แล้วค่อยเริ่ม

งาน B เริ่มได้หลังงาน A เสร็จ เป็นความสัมพันธ์ที่ใช้บ่อยที่สุดและเข้าใจง่ายที่สุด

ตัวอย่างก่อสร้าง: ขุดดินฐานรากเสร็จ → เริ่มเท Lean Concrete
FS + 2 วัน: เทคอนกรีตเสร็จ → รอ 2 วัน → เริ่มถอดแบบ

SS Start-to-Start — เริ่มแล้ว จึงเริ่มตาม

งาน B เริ่มได้เมื่องาน A เริ่ม ไม่ได้แปลว่าต้องเริ่มวันเดียวกันเสมอ เพราะสามารถกำหนด Lag ได้

ตัวอย่างก่อสร้าง: เริ่มก่อผนังชั้น 2 → ผ่านไป 2 วัน เริ่มเดินท่อไฟฝังผนังในพื้นที่ที่ก่อแล้ว (SS + 2 วัน)

FF Finish-to-Finish — งานหนึ่งจบ อีกงานจึงจบได้

ควบคุม “วันจบ” ของงาน B ให้สัมพันธ์กับวันจบของ A เหมาะกับงานที่ทำคู่ขนานกัน แต่ปลายงานต้องสอดคล้องกัน

ตัวอย่างก่อสร้าง: งานตรวจ Defect แต่ละชั้น และงานแก้ Defect ทำขนานกัน แต่งานแก้จะปิดจบไม่ได้ก่อนการตรวจรอบนั้นจบ

SF Start-to-Finish — เริ่มงานใหม่ จึงจบงานเดิม

เป็นแบบที่ใช้น้อยที่สุด งาน B จะจบได้เมื่องาน A เริ่ม เหมาะกับการส่งมอบหน้าที่หรือสลับระบบ

ตัวอย่างก่อสร้าง: ระบบสูบน้ำชั่วคราวหยุดทำงานได้ เมื่อระบบระบายน้ำถาวรเริ่มใช้งานแล้ว

ตารางเปรียบเทียบแบบมองครั้งเดียว

แบบเงื่อนไขเหมาะกับความถี่
FSA จบ → B เริ่มงานเรียงลำดับมากที่สุด
SSA เริ่ม → B เริ่มงานซ้อนช่วงกันบ่อย
FFA จบ → B จบงานคู่ขนานที่ต้องปิดพร้อมกันบางครั้ง
SFA เริ่ม → B จบส่งมอบกะหรือเปลี่ยนระบบน้อยมาก

Lag และ Lead: ตัวเลขหลังความสัมพันธ์หมายถึงอะไร?

Lag คือเวลาที่ต้องรอเพิ่ม เช่น FS + 3 วัน หมายถึงหลัง A จบ ต้องรออีก 3 วัน B จึงเริ่ม ส่วน Lead คือการให้ B เริ่มล่วงหน้า มักเขียนเป็น Lag ติดลบ เช่น FS − 2 วัน

อย่าใช้ Lead เพื่อบีบแผนโดยไม่มีเหตุผลหน้างาน
หากงานสามารถแบ่งพื้นที่ได้ ควรแตกกิจกรรมเป็น Zone หรือ Floor แล้วผูก SS อย่างชัดเจน จะตรวจสอบและอัปเดตง่ายกว่า Lag ติดลบจำนวนมาก

5 ข้อผิดพลาดที่ทำให้แผนดูดี แต่ใช้จริงไม่ได้

วิธีเลือกความสัมพันธ์ให้ถูกในหน้างาน

  1. ถามก่อนว่าเรากำลังควบคุม “วันเริ่ม” หรือ “วันจบ” ของงาน B
  2. ถามต่อว่าเงื่อนไขมาจาก “วันเริ่ม” หรือ “วันจบ” ของงาน A
  3. เลือกตัวอักษรตามคำตอบ แล้วจึงใส่ Lag หากมีเวลารอจริง
  4. ลองเลื่อนงาน A และตรวจว่างาน B ขยับไปในทิศที่หน้างานควรเป็น

ให้แผนเลื่อนตาม Dependency อัตโนมัติ

วาง Gantt Chart เชื่อมงาน และติดตามผลจริงในระบบเดียวกับทีมโครงการ

เริ่มใช้ BuildPM ฟรี

คำถามที่พบบ่อย

FS ใช้บ่อยที่สุดจริงไหม?

จริง แต่ไม่ควรใช้กับทุกงาน เพราะงานก่อสร้างจำนวนมากแบ่งพื้นที่และทำซ้อนช่วงกันได้ การใช้ SS อย่างมีเหตุผลช่วยให้แผนสะท้อนวิธีทำงานจริงกว่า

ควรใส่ Lag หรือสร้างกิจกรรมใหม่?

ถ้าช่วงเวลานั้นต้องติดตาม มีผู้รับผิดชอบ หรือมีความเสี่ยง ควรสร้างเป็นกิจกรรม เช่น อนุมัติ Shop Drawing หรือบ่มคอนกรีต ส่วน Lag เหมาะกับเวลารอสั้น ๆ ที่ไม่ต้องรายงานผลแยก

SF จำเป็นไหม?

มีประโยชน์ในงานส่งมอบหน้าที่ แต่พบไม่บ่อย หากอธิบาย Logic ให้ทีมไม่ได้ ควรตรวจอีกครั้งว่าแท้จริงต้องการ FS หรือไม่